วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เตือนโรคร้าย ที่มากับรองเท้าส้นสูง





รองเท้าส้นสูง รองเท้าส้นเข็ม หรือแม้กระทั่งรองเท้าส้นตึก ล้วนเป็นอัญมณีประดับเรียวขาที่ผู้หญิงทั่วโลก หลงใหลและจะต้องมีเก็บไว้เป็นคอลเลคชั่น เพราะนอกจากมันจะทำให้ผู้ที่สวมใส่ แลดูผอมบางและมีเรียวขาที่เรียวมากขึ้นแล้ว รองเท้าส้นสูงยังแสดงออกถึงความหรูหรามีระดับอีกด้วย

แต่หญิงสาวชาวอังกฤษจำนวนไม่น้อย ได้ออกมาเปิดใจกับหนังสือพิมพ์เดลีเมล์ว่า พวกเธอได้ใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนกว่า 29 ล้านปอนด์ต่อปี ไปกับการรักษาโรคต่างๆ ที่เกิดจากการสวมใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด

เพราะในทุกๆ ปี พวกเธอต้องประสบกับปัญหาที่เกิดจากการสวมใส่รองเท้าส้นสูง ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดขา ปวดหลัง ขาโก่งงอผิดรูป หลังงอ เป็นตาปลา หรือตาตุ่มด้านดำ อันเนื่องมาจากการเสียดสีของรองเท้าที่คับจนเกินไปก็ตาม

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงเหล่านี้ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายราคาแพงๆ ไปกับคอร์สบำรุงเท้า เดือนละเป็นหมื่นเลยก็มี เพราะทาง National Health Service หรือ NHS ได้ทำการสำรวจออกมาจนพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วคุณสาวๆ ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับเท้าคู่สวยสูงถึง 29 ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งหมดไปกับการทำทรีตเมนต์บำรุงเท้า ราวๆ 10.4 ล้านปอนด์ และ 1 ใน 5 ของผู้ที่มาปรึกษาเรื่องเท้า ล้วนแต่มีปัญหาเรื่องตาปลาที่เกิดจากการใส่รองเท้าส้นสูงควบคู่ไปด้วย

10.5 ล้านปอนด์ หมดไปกับการรักษาโดยการผ่าตัดเรียวขาที่ยาวไม่เสมอกัน ให้กลับมาเท่ากันอีกครั้ง 3.3 ล้านปอนด์ ใช้จ่ายไปเพื่อการรักษาอาการนิ้วเท้าติดกัน หรือที่เรียกว่าตะคริวที่นิ้วเท้านั่นเอง อีก 2.9 ล้านปอนด์ ถูกใช้ไปในการตัดตกแต่งผิวหนังบริเวณตาตุ่มที่ด้านดำ อันเนื่องมาจากการเสียดสีของรองเท้าส้นสูง สำหรับ 2 ล้านปอนด์ ถูกใช้ไปสำหรับการผ่าตัดเส้นประสาทบริเวณเท้าที่ถูกกดทับ และที่เหลืออีกประมาณ 2 แสนปอนด์ ก็หมดไปกับการรักษาอาการเล็บคุด

ศัลยแพทย์จากเกาะอังกฤษต่างออกมายอมรับว่า ผู้ป่วยค่อนข้างให้ความสนใจอย่างมากกับนวัตกรรมรักษาเท้ารูปแบบใหม่ โดยการฉีดเนื้อเยื่อเข้าไปที่บริเวณตาตุ่ม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายเท้ามากขึ้น เมื่อต้องใส่รองเท้าหนังส้นสูงหรือรองเท้าหุ้มข้อ

เอมมา ชัพเพิล ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลเท้า กล่าวว่า "แน่นอนว่ารองเท้าส้นสูงเป็นสิ่งของคู่กายสาวๆ ที่จะต้องมีติดไว้สักชิ้นหรือสองชิ้น แต่หากลองเลือกใส่รองเท้าส้นแบนที่ดูดีและมีสไตล์ ก็จะทำให้คุณสวยได้ไม่แพ้ใคร ยิ่งไปกว่านั้นมันยังดีต่อสุขภาพเท้าของคุณด้วย"

นอกจากนี้ยังได้มีการสำรวจประชาชนในเมืองแมนเชสเตอร์และลิเวอร์พูล พบว่าหญิงสาววัย 15 ปี จำนวน 1,000 คน บ่นว่าเธอมีอาการเจ็บปวด อันเนื่องมาจากการใส่รองเท้าส้นสูงแทบทั้งสิ้น และเกือบครึ่งหนึ่งของหญิงสาวชาวอังกฤษ ก็ออกมายอมรับแล้วว่า เธอต้องทนทุกข์ทรมานกับรองเท้าส้นสูงเป็นเวลา 5 วัน ในหนึ่งสัปดาห์ หรือบางคนอาจจะมากกว่านั้น

ผลสำรวจยังชี้อีกว่า 4 ใน 10 ของผู้หญิงที่ใส่รองเท้าส้นสูง เคยประสบอุบัติเหตุ อาทิเช่น ส้นรองเท้าพลิกมาแล้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมือและเท้า ต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า รองเท้าส้นสูงที่เหมาะสมและไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเท้า ควรเป็นรองเท้าที่มีความสูงไม่เกิน 1 นิ้วครึ่งจะดีที่สุด

ความเป็นมาของรองเท้าส้นสูง



ความเป็นมาของรองเท้าส้นสูง
ว่ากันว่า รองเท้าส้นสูง ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับคนขี่ม้าที่มักจะทำเท้าลื่นหลุดจากเหล็กวางเท้า โดยส้นของรองเท้าที่ใช้แก้ปัญหาการลื่นหลุดนี้ จะสูงประมาณ 1 นิ้วถึง 1 นิ้วครึ่ง ปรากฎขึ้นในราวๆ ปี 1500 ซึ่งลักษณะของรองเท้าที่ว่านี้ก็คือรองเท้าบูทของคาวบอยนั่นเอง
รองเท้าสำหรับขี่ม้านี้เองที่เป็นต้นแบบของรองเท้าส้นสูงในช่วง 3 ทศวรรษแรก โดยฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกๆ ที่ใช้รองเท้าส้นสูง โดยเฉพาะในหมู่ผู้ชาย จนส้นรองเท้าเริ่มสูงขึ้นและบางลงจนไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการขี่ม้าได้อีก แต่กลับใช้เป็นแฟชั่นเฉพาะในราชสำนักแทน ซึ่งช่วงปี 1600 รองเท้าส้นสูง ของผู้ชายเมืองน้ำหอมนั้นสูงประมาณ 3-4 นิ้วทีเดียว
ทั้งนี้ ในปี 1533 ภรรยาแคระของดุ๊กออฟออร์ลีนส์ที่ชื่อ แคทเธอรีน เดอ เมดิซี ได้ไหว้วานให้ช่างทำรองเท้าออกแบบรองเท้าให้เธอคู่หนึ่งให้เป็นได้ทั้งรองเท้าแฟชั่นและเพื่อเพิ่มความสูงของเธอ ซึ่งรองเท้าของเธอคู่นี้เพิ่มพื้นรองเท้าให้สูงขึ้นทั้งด้านนิ้วเท้าและส้นเท้าด้วย ทำให้มีลักษณะคล้ายรองเท้าส้นตึก แต่ตรงส้นจะมีความสูงมากกว่า
จากนั้นมา รองเท้าส้นสูง ก็เป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ทั้งชายและหญิงในราชสำนักของฝรั่งเศส และยังกระจายไปถึงพวกชนชั้นขุนนางในประเทศอื่นๆ อีก จนรองเท้าส้นสูงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง ดังนั้น ทั้งชายและหญิงจึงเริ่มใส่รองเท้าส้นสูงเพื่อแสดงออกถึงความเป็นชนชั้นสูงตลอดศตวรรษที่ 17 และ18
อย่างไรก็ดี เมื่อเข้าใกล้ช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส ในช่วงปลาย 1700 ความนิยมใส่รองเท้าส้นสูงก็เริ่มเสื่อมลง และตลอดศตวรรษที่ 18 ทั้งชายและหญิงเลือกที่จะใส่รองเท้าพื้นราบและรองเท้าแตะแทน ทว่า แฟชั่นรองเท้าส้นสูง กลับฟื้นขึ้นอีกครั้งราวปลายศตวรรษที่ 18 ในหมู่สาวๆ ทั่วไป

ประโยชน์ของรองเท้าส้นสูง





ประโยชน์ของรองเท้าส้นสูง บอกลาความเชื่อเก่าๆที่ว่าการใส่รองเท้าส้นสูงจะส่งผลต่อกล้ามเนื้อขา และกระดูกหลัง เพราะนักวิจัยจากอิตาลีพบแล้วว่าไม่เป็นความจริง... รองเท้าส้นสูง ของคู่กายสำหรับคุณผู้หญิง ต่อให้ต้องเขย่งปลายเท้าสักแค่ไหน ก็พร้อมสู้ๆค่ะ!! ไม่ว่าจะส้นสูงระดับไหน 2 นิ้ว 3 นิ้ว หรือ 4 นิ้ว ส้นแหลมเปรี้ยวปรี้ด หรือแพลตฟอร์มเท่ๆไม่มีบ่น เพื่อแลกกับความสวยงามและบุคลิกที่เด่นเป็นสง่า ใครที่ว่าสวมรองเท้าส้นสูงมีแต่ผลเสียและให้โทษต่อร่างกาย ขอบอกว่าเอ้าต์ไปแล้ว เพราะจากการวิจัยล่าสุดของ คุณหมอมาเรีย เซอร์รัทโต แพทย์โรคระบบทางเดินปัสสาวะ มหาวิทยาลัยเวโรนาแห่งอิตาลี กับทีมงาน ชี้ให้เห็นความเป็นมิตรของรองเท้าส้นสูงที่มีต่อร่างกาย คุณหมอมาเรียและทีมงานได้ศึกษาจากการทดสอบอาสาสมัครหญิงอายุไม่เกิน 50 ปี จำนวน 66 คน ถึงผลเสียที่มาจากการสวมรองเท้าส้นสูง โดยคอยตรวจจับปฏิกิริยาไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อเชิงกราน และพบว่า ผู้ที่เดินวางเท้าทำมุม 15 องศา กับพื้น เมื่อสวมรองเท้าส้นสูง 7 ซม. กล้ามเนื้อเชิงกรานจะมีปฏิกิริยาไฟฟ้าต่ำกว่าปกติลงไป 15% ซึ่งส่อว่ามันเกร็งน้อยลงเมื่อใส่รองเท้าส้นสูง ทำให้กล้ามเนื้อมีกำลังและสามารถบีบหดตัวได้มากขึ้น ผลการค้นคว้านี้ทำให้คุณหมอมาเรียกล้าฟันธงว่า การสวมรองเท้าส้นสูง ที่มีความสูงขนาดปานกลางสามารถช่วยให้ร่างกายเกิดความกลมกลืน ปรับสภาพกล้ามเนื้อ ช่วยนวดเฟ้นกล้ามเนื้อเชิงกรานให้คลายความปวดเมื่อยและบำรุงสุขภาพ และการสวมรองเท้าส้นสูงเดินเวลากลางวันจะช่วยให้เชิงกรานได้ออกกำลังไปด้วย ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพในการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่รัก โดยไม่จำเป็นต้องไปออกกำลังกายให้เหนื่อยเลยค่ะ!
ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก www.abaca.au.edu ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553